หน้าแรก » Women » ภัยซ้อนเร้นจากเบาหวานขึ้นตา

ภัยซ้อนเร้นจากเบาหวานขึ้นตา

หมวดหมู่ : Women 14 January 2560

   กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือเอ็นซีดี (NCDs) กำลังมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและกลายเป็นปัญหาสำหรับทั่วโลก โดยเฉพาะกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาและด้อยพัฒนา สำหรับประเทศไทยก็มีแนวโน้มว่าจะมีจำนวนผู้ป่วยสูงขึ้น จนอาจทำให้ประเทศต้องมีความเสียหายทางเศรษฐกิจถึง 2 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งหนึ่งในโรคของกลุ่มโรค ไม่ติดต่อนั้นที่มีความสำคัญอย่างมาก ได้แก่ โรคเบาหวาน ที่อาจจะเกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ ต่อหลอดเลือดใหญ่และหลอดเลือดเล็กได้หากว่าไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดี

เบาหวาน เป็นโรคหนึ่งในกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอันเป็นสาเหตุหนึ่ง ของโรคจอประสาทตา ที่ส่งผลกระทบต่อประชากรทั่วโลกจากการคาดการณ์เชื่อว่าจำนวนของผู้ป่วยเบาหวานจะเพิ่มจาก 285 ล้านคน ในปี พ.ศ.2553 เป็น 439 ล้านคน ในปี พ.ศ.25732 ทั้งยังพบว่า ในปี พ.ศ.2573 กลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะมีความชุกของโรคเบาหวานเพิ่มเป็น 8.4% และกลุ่มประเทศแปซิฟิกตะวันตก 5%3 จึงอาจเป็นไปได้ว่า ในกลุ่มคนเหล่านั้นจะสามารถประสบกับโรคแทรกซ้อนผ่านทางดวงตาได้หากว่าไม่มีการดูแลและรักษาตนเองเป็นอย่างดี

สำหรับภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตา เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานสูญเสียการมองเห็น สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1. เบาหวานขึ้นจอประสาทตาชนิดไม่มีเส้นเลือดงอกใหม่ และ 2.เบาหวานขึ้นจอประสาทชนิดมีเส้นเลือดงอกใหม่ ซึ่งระดับการสูญเสียการมองเห็นนอกจากจะขึ้นอยู่กับระดับของเบาหวานขึ้นจอประสาทตาแล้ว ยังอาจเกิดจากภาวะจุดภาพชัดบวมด้วย โดยจุดภาพชัดบวมจากเบาหวานขึ้นจอประสาทตานี้ยังเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ผู้ป่วยเบาหวานมีการมองเห็นลดลง และรองลงมาคือภาวะเลือดออกในน้ำวุ้นตา ซึ่งทั้งสองสาเหตุนี้ สามารถเรียกรวมกันได้ว่า ภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตาที่คุกคามการมองเห็น
จากผลการวิเคราะห์จากงานวิจัย 35 ฉบับ โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 2.2 หมื่นคนทั่วโลก 4 เผยให้เห็นว่า มีความชุกของการเกิดเบาหวานขึ้นจอประสาทตาในระดับต่างๆ ได้แก่ ระดับเบาหวานขึ้นจอประสาทตาที่มีเส้นเลือดงอกใหม่ประมาณ 6.96% ในขณะที่จำนวนกว่า 6.81% อยู่ในระดับจุดภาพชัดบวมจากเบาหวาน และคิดเป็นจำนวนถึง 10.2% เป็นผู้ป่วยในระดับของเบาหวานขึ้นจอประสาทตาที่คุกคามการมองเห็น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าปัจจุบันนี้มีผู้คนจำนวนมากที่มีการมองเห็นลดลงและกลายเป็นผู้พิการทางการมองเห็นตามกฎหมาย อันมีสาเหตุหลักมาจากภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตาที่คุกคามการมองเห็นและจุดรับภาพชัดบวมนั่นเอง
อย่างไรก็ตาม การวินิจฉัยจุดภาพชัดบวมจากเบาหวานขึ้นจอประสาทตา ยังสามารถทำได้โดยการใช้ลักษณะทางคลินิกเป็นหลัก และอาศัยการฉีดสารเรืองแสง รวมถึงการถ่ายภาพด้วยเครื่องตรวจวิเคราะห์จอประสาทตา แม้ในสมัยก่อนการยิงเลเซอร์จอประสาทตาจะถือเป็นวิธีการรักษาหลักของภาวะจุดภาพชัดบวมจากเบาหวาน แต่ในปัจจุบันได้มีการศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการการเกิดโรคจุดภาพชัดบวมจากเบาหวานมากขึ้นจึงทำให้วิธีการรักษามีความก้าวหน้ามากขึ้นจนนำมาสู่การใช้วิธีการฉีดยาในกลุ่ม Anti-vascular endothelial growth factor (Anti-VEGF) เข้าน้ำวุ้นตาแทน โดยในระยะแรกจำเป็นต้องฉีดทุกเดือนและลดลงเป็นฉีดเฉพาะเมื่อผู้ป่วยเริ่มมีอาการของโรค สำหรับในบางกรณีอาจใช้การฉีดยาสเตอรอยด์ (Corticosteroid) เข้าน้ำวุ้นตาเพื่อการรักษาก็เป็นได้ นอกจากนี้ยังมีการยิงเลเซอร์ที่ยังคงมีบทบาทสำคัญต่อการรักษาทั้งในรูปแบบของวิธีการหลักและวิธีการเสริมที่ต้องใช้คู่กับการรักษาในรูปแบบอื่นๆ

“เพื่อให้เกิดการรักษาจุดภาพบวมจากเบาหวานขึ้นจอประสาทตาที่ได้ผลดีนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องอาศัยความร่วมมือของผู้ป่วยในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดควบคู่ไปกับการรักษาความดันโลหิตและไขมันในเลือด การออกกำลังกายเป็นประจำ การควบคุมน้ำหนัก โดยควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้รักษาอย่างใกล้ชิด รวมจนถึงการเข้าพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจเช็กถึงอัตราความเสี่ยงจากเบาหวานขึ้นจอประสาทตาอย่างสม่ำเสมอเช่นกัน”

ล่าสุดของหมวดหมู่ Women

แสดงความคิดเห็นด้วย Facebook